เครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟัง

” เครื่องช่วยฟัง (Hearing aid) คือ เครื่องขยายเสียงขนาดเล็ก “

บุคคลทั่วไปหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาได้ยินหรือการรับรู้เสียงลดลง หูตึง หูหนวก ที่ส่วนใหญ่มักเกิดจากประสาทหูเสื่อมตามวัย ความผิดปกติแต่กำเนิด การได้ยินเสียงดังมากกว่าปกติเป็นเวลานาน อุปกรณ์เครื่องช่วยฟังสามารถช่วยให้คุณได้กลับมาได้ยินเหมือนเดิมอีกครั้ง

ภายในเครื่องจะมีไมโครโฟนขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เก็บเสียง โดยชิปเครื่องขยายเสียงจะปรับและแปลงเสียงให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคนผ่านซอฟแวร์เฉพาะ ก่อนจะส่งคลื่นเสียงเข้าไปในหูโดยผ่านเครื่องขยายเสียง เพื่อให้ผู้ที่ใช้งานสามารถรับฟังเสียงได้ดีขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดเสียงรบกวนในหู ทำให้หูได้ทำตามหน้าที่สำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินเป็นเวลานาน ทั้งยังช่วยให้สามารถสื่อสารด้วยการฟัง พูด และใช้ชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกับคนปกติ

ส่วนประกอบภายใน ประกอบด้วยอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ เช่น ไมโครโฟน ลำโพง และเครื่องขยายเสียง ปัจจุบันมีหลายรูปแบบ และมีการพัฒนาคุณภาพ ให้ดีมากขึ้น วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุด ก็เพื่อให้ผู้มีปัญหาการได้ยินสามารถใช้การได้ยินที่เหลืออยู่ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด มีเสียงรบกวนน้อยที่สุดซึ่งจะส่งผลให้การฟังเข้าใจคำพูดดีขึ้น มีความเพี้ยนของเสียงที่ได้ยินน้อยลง

เครื่องช่วยฟังมีกี่ชนิด ?

เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินมีอยู่ 2 ชนิด คือ

  • เครื่องช่วยฟังชนิดฟังเสียงทางอากาศ โดยใส่ไว้ที่หูเพื่อให้เสียงผ่านเข้าทางรูหู
  • เครื่องช่วยฟังชนิดฟังเสียงทางกระดูก โดยให้เสียงผ่านเข้าทางหลังใบหู

ทั้งนี้ เครื่องช่วยฟังมีทั้งชนิดที่ติดตั้งไว้ภายนอก และชนิดที่ต้องผ่าตัดฝังที่กะโหลกศีรษะโดยมีตัวรับเสียงอยู่ภายนอก ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่รูหูตีบ ไม่มีรูหู หรือมีหนองไหลออกจากรูหูตลอดเวลา

นอกจากนี้ เครื่องช่วยฟังแต่ละชนิดจะทำงานต่างกันไปตามเทคโนโลยีทั้ง 2 ชนิดหลักที่ติดตั้งภายในอุปกรณ์ ดังนี้

    • เครื่องช่วยฟังแบบอนาล็อก ทำงานโดยแปลงและขยายคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ นักโสตสัมผัสวิทยาจะสั่งให้ทางผู้ผลิตตั้งโปรแกรมของเครื่องช่วยฟังตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย และผู้ใช้สามารถปรับโปรแกรมให้เข้ากับสถานการณ์ได้ ตั้งแต่ห้องเงียบ ๆ ไปจนถึงบรรยากาศและเสียงดังภายในร้านอาหารหรือโรงภาพยนตร์ ทั้งยังมีราคาถูกกว่าเครื่องช่วยฟังแบบดิจิทัล
    • เครื่องช่วยฟังแบบดิจิทัล คลื่นเสียงที่ผ่านเครื่องช่วยฟังชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นรหัสตัวเลขก่อนจะถูกขยายขึ้น ซึ่งรหัสตัวเลขจะมีข้อมูลเกี่ยวกับระดับเสียงหรือความดังของเสียง และสามารถตั้งโปรแกรมพิเศษเพื่อขยายความถี่บางช่วงได้มากกว่าที่อื่น ๆ เน้นรับเสียงจากทิศทางที่เฉพาะเจาะจง ทั้งยังช่วยให้นักโสตสัมผัสวิทยาสามารถยืดหยุ่นและปรับเครื่องช่วยฟังให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะหรือความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

รูปแบบของเครื่องช่วยฟัง

ในปัจจุบันมีเครื่องช่วยฟังให้ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินได้เลือกใช้หลากหลายชนิด โดยขึ้นอยู่กับความต้องการ ราคา ขนาดของอุปกรณ์ รวมถึงลักษณะและวิธีการใช้งาน ดังนี้

  • เครื่องช่วยฟังแบบพกพามีเครื่องขนาดใหญ่ ใช้เหน็บที่กระเป๋ากางเกงโดยมีสายต่อจากเครื่องเข้าหูฟัง ใช้งานง่าย ราคาถูก เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่สูญเสียการได้ยินอย่างรุนแรง แต่มีสายรุงรังทำให้คนภายนอกทราบถึงความบกพร่องทางการได้ยินอย่างชัดเจน การฟังเสียงไม่เป็นธรรมชาติเพราะไมโครโฟนติดอยู่บริเวณหน้าอก และอาจเสียดสีกับเสื้อผ้าได้
  • เครื่องช่วยฟังแบบเกาะหลังใบหูตัวเครื่องมีขนาดเล็กและโค้งเรียวเกาะอยู่หลังใบหู ไม่เกะกะรุงรังเพราะไม่มีสายไฟ ไมโครโฟนอยู่ที่หูจึงทำให้การฟังเสียงเป็นธรรมชาติ ใช้ได้กับผู้ที่สูญเสียการได้ยินเพียงเล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง แต่ตัวเครื่องและปุ่มมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องคลำหาปุ่มเพื่อปรับระดับเสียง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง
  • เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในรูหูมี 3 แบบ คือ In The Ear (ITE) In The Canal (ITC) และ Complete In the Canal (CIC) มีไมโครโฟนอยู่ในรูหู จึงทำให้การฟังเสียงเป็นธรรมชาติมากขึ้นและเห็นความบกพร่องทางการได้ยินน้อยลง แต่เนื่องจากเป็นเครื่องที่มีขนาดเล็ก จึงทำให้ปรับระดับเสียงยาก ใช้ได้เฉพาะผู้ที่สูญเสียการได้ยินไม่มากหรือน้อยกว่า 70 เดซิเบล และมีราคาสูงเพราะต้องสั่งทำเฉพาะบุคคล
  • เครื่องช่วยฟังแบบรับเสียงข้ามหูเหมาะสำหรับผู้ที่หูหนวกข้างเดียวและอีกข้างได้ยินเสียงตามปกติ โดยติดไมโครโฟนไว้ในหูข้างที่หนวกเพื่อดักเสียง และส่งต่อไปยังหูข้างที่ปกติ ทำให้หูข้างที่มีปัญหาได้ยินเสียงผ่านไมโครโฟนในขณะที่หูอีกข้างได้ยินเสียงตามปกติ

เครื่องช่วยฟังเหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่สูญเสียการได้ยินและไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัด รวมถึงผู้ที่สูญเสียการได้ยินจากโรคหูแต่มีข้อห้ามในการผ่าตัด เช่น เป็นโรคหัวใจ หรือผู้ที่หูหนวกเพียงข้างเดียวแต่อีกข้างยังคงได้ยินเสียงตามปกติ เป็นต้น
  • ผู้ที่สูญเสียการได้ยินที่ส่งผลต่อการสื่อความหมายและการเข้าใจความหมาย
  • เด็กที่สูญเสียการได้ยินที่จะส่งผลต่อพัฒนาการทางภาษา การพูด และการสื่อสาร

วิธีการดูแลรักษา

เพื่อการทำงานที่เต็มประสิทธิภาพ อาจต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ ดังนี้

  1. สังเกตการทำงานเบื้องต้น ด้านประสิทธิภาพในการส่งเสียงที่ดังชัดเจน อุปกรณ์ไม่เสียดสีผิวหนังจนเป็นแผล อีกทั้งยังต้องตรวจสอบอายุการใช้งานของแบตเตอร์รี่ ถ้าแบตเตอร์รี่ใกล้หมดจะทำให้เครื่องส่งเสียงได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องพกแบตเตอร์รี่สำรองไว้เพื่อใช้งานในกรณีฉุกเฉิน
  2. ทำความสะอาดเป็นประจำ โดยใช้ผ้าที่แห้งเช็ดสิ่งสกปรกออก หรือ ไปเข้าศูนย์บริการทำความสะอาด เช่น ตัวแทนจำหน่าย โรงพยาบาล ที่ซื้อเครื่องมาไม่ควรทำความสะอาดเองด้วยวิธีแบบผิดวิธี เพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ภายในได้
  3. เมื่อไม่ได้ใช้งาน ให้ถอดแบตเตอรี่ออกจากตัวเครื่องทุกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง
  4. ลดความชื้นภายในเครื่อง เวลาที่ไม่ได้ใช้งาน ควรจะมีกล่องมีฝาปิดสนิทและมีสารดูดความชื้นอยู่ภายในนั้นสำหรับใช้เก็บ